สวย ปัง หุ่นยั่งยืน

ปัจจุบันถือได้ว่าผู้คนส่วนใหญ่เริ่มหันมาสนใจสุขภาพมากขึ้นไม่ว่าจะด้านไหนก็ตาม แต่ที่เป็นกระแสมากที่ก็คงจะหนีไม่พ้นการลดน้ำหนักแล้วสร้างหุ่นที่มีสัดส่วนที่ดี หรือที่หลายๆคนนำลังจะสร้างคือกล้ามเนื้อ เพื่อให้ร่างกายดูมีสุขภาพที่แข็งแรง และแน่นอนว่าการเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงนั้นถือว่าต้องใช้ระยะเวลา

ใครที่มีความคิดว่าอยากจะให้ได้เห็นผลเร็วๆนั้นก็จะไม่ได้ หลายๆคนที่ทำแล้วล้วนประสบความสำเร็จนั้นต่างก็ต้องใช้ระยะเวลาอยู่พอสมควร และการที่เราจะมีหุ่นที่ดีได้นั้นมันคงไม่มีวิธีอะไรมากมายเลยนอกจากการ ควบคุมอาหาร กับ การออกกำลังกาย มักจะเจอคำถามอยู่บ่อยครั้งว่า อยากหุ่นดีต้องทำอย่างไร อยากลดน้ำหนักต้องทำอย่างไร

.คำถามเหล่านี้แท้จริงแล้วคุณไม่รู้วิธีการมันจริงๆหรือ หรือคุณหวังเพียงได้วิธีการแบบรวดเร็ว ใดๆแล้วคุณอาจจะทราบดีอยู่แล้วว่ามันจะต้องทำอย่างไร การควบคุมอาหาร กับ การออกกำลังกาย จะทำให้สุขภาพร่างกายของคุณแข็งแรง และยังทำให้หุ่นของคุณคงที่แบบเดิมไปได้นาน สิ่งสำคัญคือเรื่องของการควบคุมอาหาร ซึ่งหลายๆอาจจะสงสัยอยู่ก็ได้ว่า อาหารจะสำคัญกว่าการออกำลังกายได้อย่างไร ในเมื่ออาหารคือสิ่งที่ทำให้เรานั้นอ้วน น้ำหนักมาก ก็คงต้องย้อนกลับไปถามตัวเองอีกครั้งแล้วว่า อาหารที่ทานเข้าไปนั้นมีประโยชน์มากน้อยแค่ไหน แล้วทานในปริมาณเท่าไหร่

การควบคุมอาหารไม่ใช่การที่คุณจะต้องอดอาหารสักมื้อ หรืองดอาหารบางอย่าง เพียงแต่คุณต้องเลือกรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ และในปริมาณที่เหมาะสมกับร่างกาย อย่างเช่น คุณคิดว่าไขมันคือสิ่งที่ทำให้คุณอ้วน แล้วคุณงด แต่ร่างกายจำเป็นต้องการไขมัน คุณก็เพียงแค่แหล่งอาหารอื่นที่มีไขมันมาทดแทน อย่างเช่น อโวคาโด ที่มีไขมันดีเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย หรือการทานข้าว ลองเปลี่ยนไปทานข้าวกล้อง หรือถ้าไม่เปลี่ยนก็ลองลดปริมาณลงทีนิดละหน่อยเพื่อให้ร่างกายได้ปรับความคุ้นชิน เป็นต้น เพราะอาหารถือว่าเป็นปัจจัยหลัก การออกกำลังกายเป็นปัจจัยรองเลยก็ว่าได้

เพราะถ้าหากเราไม่ทานอาหาร เราก็จะมีแรงไปออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังจะต้องอาศัยพลังงาน ซึ่งพลังงานเหล่านั้นจะมาจากการที่คุณทานอาหารเข้าไป นอกจากนี้อาหารจะเข้าไปช่วยซ่อมแซมระบบการทำงานและอวัยวะภายในร่างกาย ไม่ต้องกลัวว่าอาหารจะทำให้หุ่นพังหรือน้ำหนักเพิ่มมากขึ้น ตราบใดที่คุณทำสองอย่างนี้ควบคู่กันอย่างถูกวิธี เชื่อเถอะว่าผลลัทธ์ที่ได้ออกมานั้นคุณจะรู้สึกพึงพอใจเป็นอย่าง การสร้างสุขภาพให้แข็งแรงด้วยวิธีทางธรรมชติแบบนี้จะทำให้สุขภาพร่างกายของคุณแข็งแรงไปในระยะเวลาที่ยาวนาน

 

สนับสนุนโดย  วิธีอยู่ร่วมกับคนติดเชื้อเอดส์

อาการเอดส์ ระยะแรก

อาการโรคภูมิคุมกันบกพร่องของคนที่ได้รับเชื้อ HIV ไปสู่ร่างกาย จะมีสัญญาณเตือนหรืออาการโรคที่แสดงออกมาจนถึงคนรับเชื้อได้รู้สึกว่าตนเองเจ็บป่วยอาการทั่วๆไปจะคล้ายคลึงกับไข้หวัดใหญ่ อย่างเช่น ลักษณะของการปวดเมื่อยล้ากล้ามเนิ้อ ซึม เป็นไข้ ร่างกายอ่อนล้า อาการพวกนี้มักเกิดขึ้นในช่วงเวลา 2-6 อาทิตย์หลังร่างกายได้รับเชื้อ HIV เข้าไปในร่างกายของผู้ได้รับเชื้อในระยะเริ่มต้นนี้สามารถส่งต่อเชื้อให้คนอื่นๆได้แล้ว

เพราะว่าร่างกายผลิตเชื้อไวรัสออกมาเยอะมากๆทั้งยังในเลือดแล้วก็ในสารคัดเลือกหลั่งต่างๆอย่างไรก็ตามอาการป่วยไข้ที่กล่าวไปแล้วก่อนหน้านี้จะเกิดขึ้นในช่วงสั้นๆเพียงแค่นั้นแล้วก็จะหายไป ไม่มีอาการอีกเลยเป็นปีๆหรือสำหรับบางบุคคล บางทีอาจเป็นๆหายๆเป็นช่วงๆโดยด้านล่างเป็นกลุ่มลักษณะของคนที่ได้รับเชื้อซึ่งมักออกอาการของโรคออกมา

อาการที่ 1 เป็นไข้ หนาวสั่น อาการนี้จะปรากฎหลังร่างกายได้รับเชื้อ 2-4 อาทิตย์ แล้วจะค่อยๆบรรเทาลง

อาการที่ 2 ปวดศีรษะ วิงเวียนศีรษะ

อาการที่ 3 ต่อมน้ำเหลืองบวม ไม่ว่าจะเป็นส่วนของ ลำคอ รักแร้หรือขาหนีบ

อาการที่ 4 เมื่อยตามตัว ไม่มีแรง เมื่อยล้าง่ายยิ่งกว่าปกติ

อาการที่ 5 เป็นผื่น มีรอยช้ำแล้วก็อักเสบบนผิวหนัง โดยผื่นจะขึ้นเป็นหย่อมๆมีรอยช้ำเป็นจุดบนผิวหนัง รอยจ้ำเลือด โดยผื่นจะลุกลามขยายตัวเป็นวงกว้างและหลังจากนั้นก็ค่อยๆหายไป

อาการที่ 6 อาเจียนคลื่นไส้ มักเป็นร่วมกับอาการวิงเวียนศีรษะ

อาการที่ 7 น้ำหนักน้อยลง ถ่ายหนัก อุจจาระร่วง น้ำหนักลดในระยะเวลาอันรวดเร็วอย่างผิดวิสัย

อาการที่ 8 ไอแบบแห้งๆเรื้อรังติดต่อเป็นเวลานาน อาจมีอาการหายใจลำบาก หอบ อ่อนเพลียร่วมด้วย

อาการที่ 9 สมาธิสั้น กระวนกระวาย ขี้กังวลและก็อารมณ์เสียง่าย ความจำสั้นเยอะขึ้นเรื่อยๆ

อาการที่ 10 เหงื่อออกมากไม่ดีเหมือนปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเวลากลางคืน

อาการที่ 11 เล็บมีรูปร่างแล้วก็สีเปลี่ยนไป เป็นต้นว่า บิดโค้งงอ แยกชั้น ไม่มันเงา

อาการที่ 12 ชาตามนิ้วมือและก็นิ้วเท้า หมดแรง ไม่สามารถที่จะสามารถควบคุมกล้ามเนื้อได้ตามต้องการ

โดยปกติ เมื่อได้รับเชื้อ HIV เข้าไป เชื้อนี้จะเข้าไปแฝงตัวภายในร่างกายรวมทั้งค่อยๆออกอาการออกมาให้มีความคิดเห็นว่า ร่างกายติดเชื้อโรคแล้วโดยถ้าหากพบว่ามีลักษณะอาการที่ได้กล่าวผ่านไปแล้วก่อนหน้านี้ ให้รีบเข้ารับการตรวจ HIV เพื่อทดลองหาเชื้อไวรัส เพราะเหตุว่าการได้รับการดูแลและรักษาที่ทันท่วงทีจะเป็นการป้องกันคนรอบข้างของผู้ได้รับเชื้อซึ่งมันก็คือผู้ที่คนรับเชื้อรักนั่นเองและก็ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดก็เพื่อตัวของผู้ได้รับเชื้อเอง จะสามารถเข้ารับขั้นตอนการรักษาที่ถูกต้องรวมทั้งทันเวลา

 

สนับสนุนเรื่องราวดีๆจาก  ชุดตรวจเอดส์ ซื้อที่ไหน

ประโยชน์ของผลไม้

Blackberry ประโยชน์ดีดีที่คุณควรรู้

           Blackberry ผลไม้ที่นิยมปลูกกันมาทั้งต่างประเทศและในเมืองไทย โดยผลไม้ชนิดนี้มีชื่อเรียกภาษาไทยว่า ไข่ปู หรือไข่กุ้ง เป็นผลไม้ที่ไม่มีมีกลิ่นหอมและรสชาติหวานฉ่ำ คนส่วนใหญ่จึงนิยมนำ Blackberryมาเป็นส่วนผสมในการทำขนมและอาหารคาว รวมถึงนำ Blackberryมาเป็นวัตถุดิบตั้งต้นในการบ่มไวน์ ลักษณะของ Blackberryจะมีผลเป็นสีดำ โดยจะมีลักษณะเหมือนมีเม็ดหลายเม็ดเกาะกลุ่มรวมกันอยู่ นิยมปลูกกันเป็นจำนวนมากที่ประเทศทางฝั่งอเมริกาและทางฝั่งยุโรป

 

โดยประเทศที่ส่งออก Blackberryรายใหญ่ที่สุดคือประเทศแมกซิโก

ในประเทศไทยเองก็มีการปลูกโดยนิยมปลูกกันมากตามพื้นที่ที่เป็นภูเขา ในแถบจังหวัดทางภาคเหนือ  ในผลของ Blackberry จะมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระเยอะซึ่งจะเหมาะอย่างมากสำหรับคนที่ออกกำลังกายกลางแจ้งที่มีอากาศร้อนจัด เพราะการที่เราอยู่ในอุณหภูมิที่มีอากาศร้อนมากๆร่างกายของคนเราจะผลิตอนุมูลอิสระออกมาเป็นจำนวนมาก

ซึ่งไอ้เจ้าอนุมูลอิสระนี้เองที่เป็นตัวการสำคัญทีทำให้เราผิวเหี่ยวง่าย มีริ้วรอยและแก่เร็วขึ้น ดังนั้นหากเราได้กิน Blackberry เข้าไปก็จะไปช่วยยับยั้งปัญหาเหล่านี้ได้ ซึ่ง Blackberry มีขายตามร้านค้าในห้างสรรพสินค้าทั่วไป หรือบางบ้านก็นิยมปลูกเอาไว้ทานเล่น

ซึ่งใน Blackberryนอกจากช่วยเรื่องการต่อต้านสารอนุมูลอิสระแล้วยังช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน และยังช่วยลดการเป็นโรคต่างต่างได้อีกด้วยไมว่าจะเป็นโรคหัวใจ  โรคเส้นเลือดอุดตันในสมอง ช่วยบำรุงระบบประสาทระบบสมองไม่ให้เป็นโรคอัลไซเมอร์ ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งและช่วยในเรื่องของระบบหมุนเวียนเลือดได้ดี ช่วยขับปัสสาวะและสารพิษออกจากร่างกาย ซึ่งใน Blackberry มีวิตามินต่างต่างมากมายไม่ว่าจะเป็นวิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี และวิตามินเค รวมถึงมีวิตามินรวมตั้งแต่วิตามินบี 1 จนถึงบี 12 มีโปรตีนและธาตุเหล็ก และแคลเซียมสูง และยังมีพลังงานอื่นๆอีกมากมาย

Blackberry เป็นผลไม้ที่ปลูกง่าย

สามารถปลูกได้กับดินทุกชนิดและชอบความร้อนและแสงแดด จึงสามารถปลูกในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี สำหรับการเก็บ Blackberryนั้นมักจะรอให้ผลสุกเต็มที่ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือนและเราสามารถสังเกตได้ว่าหากมีสีแดงเมื่อไหร่ก็สามารถจัดเก็บได้ทันทีแต่ให้ระมัดระวังในการเก็บเพราะจะทำให้ผล Blackberryเสียหายได้ง่าย

และเมื่อเก็บมาแล้วก็เอาแช่ตู้เย็นโดยจัดเก็บไว้ในกล่องที่มีฝาปิดมิดชิด เพื่อจะได้เก็บไว้กินได้นานนาน  เมื่อเราได้รู้ถึงประโยชน์ของ Blackberry ก็อย่าลืมหามาทานกันนะคะเพราะหาซื้อได้ง่ายและราคาไม่แพง

 

 

ขอบคุณเรื่องราวดีๆที่ให้นำมาเสนอ โดยชุดตรวจ hiv

ใครบ้างที่จะได้รับผลกระทบของภาวะฝุ่นละออง?

ปัจจุบันฝุ่นละอองพิษที่เพิ่มสูงมากขึ้นในจังหวัดกรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ นี้ ทำให้คำศัพท์ที่พวกเราไม่คุ้นเคยกันมีชื่อเสียงและสนใจขึ้นมา ตัวอย่างเช่น มลพิษที่เกิดจากฝุ่นทางอากาศ อนุภาค ละอองฝุ่น หน้ากาก N95 และก็ดรรชนีคุณภาพอากาศ (particle pollution, particulate matter, N95 และ AQI) รวมทั้งทำให้ผู้คนตื่นตัวเรื่องอันตรายจากมลภาวะกลางอากาศมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็ต่างพากันเป็นห่วงถึงผลพวงของมลภาวะดังกล่าวที่จะมีผลต่อร่างกายของมนุษย์
ใครบ้างที่จะได้รับผลกระทบของภาวะฝุ่นละออง?

– เด็กอยู่ในกลุ่มที่มีภาวะเสี่ยงสูงด้วยเหตุหลายประการ :โดยมากแล้วเด็กมักใช้เวลาอยู่ที่โล่งแจ้งเพื่อเล่นกีฬา ทำกิจกรรมนอกบ้าน ยิ่งอายุน้อยเท่าไร การเสี่ยงยิ่งมากเพิ่มขึ้น ปอดและระบบภูมิต้านทานของเด็กยังอยู่ในระยะที่กำลังเจริญพัฒนาแต่ไม่เท่าในผู้ใหญ่ การพบเจอกับมลภาวะกลางอากาศจะจำกัดการเติบโตของปอดในเด็ก นอกจากนี้ เด็กๆ ยังมีอัตราที่จะเป็นโรคหอบหืดรวมทั้งโรคระบบทางเดินหายใจที่ร้ายแรงมากกว่า ซึ่งโรคกลุ่มนี้กำเริบขึ้นได้ง่ายอย่างไม่ยากเย็นเมื่อระดับมลภาวะสูงขึ้น

– หญิงท้อง หญิงมีครรภ์ การพบเจอกับมลภาวะกลางอากาศจากฝุ่นระหว่างมีครรภ์มีความเชื่อมโยงกันกับการคลอดก่อนที่จะครบกำหนด น้ำหนักตัวทารกแรกคลอดต่ำ ความเสี่ยงที่จะมีการแท้งลูกรวมทั้งอัตราการตายของเด็กทารกยิ่งมากขึ้น

– คนชรา จำเป็นต้องพบเจอกับการเสี่ยงมากขึ้น เมื่อพบกับปัญหาที่เกี่ยวข้องกับมลภาวะ เพราะระบบภูมิต้านทานของคนสูงอายุจะอ่อนแอลง และร่างกายมีการตอบสนองลดลง ภูมิต้านทานที่จะต่อสู้กับมลภาวะกลางอากาศก็ลดลง นอกเหนือจากนี้ คนแก่ยังมีแนวโน้มมากขึ้นที่จะมีลักษณะเกี่ยวกับโรคหัวใจหรือระบบทางเดินหายใจที่ยังมิได้รับการวิเคราะห์ซึ่งสามารถกำเริบขึ้นได้เพราะมลภาวะกลางอากาศ

– คนที่เป็นโรคปอดหรือโรคหัวใจ ได้แก่ โรคเส้นเลือดหัวใจ สภาวะหัวใจล้มเหลว โรคหอบหืด โรคถุงลมในปอดโป่งพอง โรคปอดอุดกันเรื้อรัง มีการเสี่ยงมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเหตุว่าอนุภาคฝุ่นละอองสามารถทำให้สถานการณ์โรคที่มีอยู่กำเริบขึ้นได้

คุณสามารถลดความอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับคุณได้ โดยการเฝ้าสำรวจระดับมลภาวะแบบเรียลไทม์และก็การคาดการณ์ดรรชนีคุณภาพอากาศ ซึ่งมีพร้อมให้เราสามารถติดตามแบบออนไลน์ได้ผ่านทาสมาร์ทโฟนแอพ ที่มีชื่อว่า Asia Air Quality (Android), Global Air Quality (Android) และ Air Quality Index (iOS)

บุคคลในกลุ่มใดที่ควรใช้เครื่องช่วยฟัง

การใช้เครื่องช่วยฟังนั้นไม่ใช่ว่าจะต้องเป็นคนหูหนวกเท่านั้น แต่นั้นก็รวมไปถึงคนที่มีปัญหาบกพร่องเกี่ยวกับเรื่องของการได้ยินหรือเรื่องของเสียงต่างๆอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นคนกลุ่มประเภทที่มีอาการหูหนวก หรือกลุ่มคนที่มีประเภทในกลุ่มของการหูตึงหรือรวมไปถึงกลุ่มคนต่างๆที่มีปัญหาเกี่ยวกับการบกพร่องเรื่องของการได้ยินเสียงทั้งหมด

การเกิดการบกพร่องเหล่านี้เป็นการทำให้เราต้องเอาใจใส่ยิ่งหากเกิดกับบุคคลที่อยู่ในครอบครัวของเราด้วยแล้วยิ่งต้องใสใจดูแลมากเป็นพิเศษ และยิ่งเป็นวัยที่เป็นผู้สูงอายุหรือเด็กด้วยแล้วละก็ยิ่งต้องให้ความสำคัญกับพวกเขาให้มากกว่าปกติ เพราะการดำเนินชีวิตของพวกเขามักจะเป็นการยากกว่ากลุ่มวัยรุ่นหรือวัยในการทำงานอย่างเราๆ

กลุ่มคนที่เสี่ยงที่มักพบบ่อยที่สุดกับการมีปัญหาทางด้านของการได้ยิน

กลุ่มของวัยสูงอายุ

ส่วนใหญ่วัยที่สูงอายุเหล่านี้มักมีปัญหาเกี่ยวกับการได้ยิน เนื่องจากปัญหาต่างๆของระบบภายในร่างกายส่งผลมาให้พวกเขาต้องมีอาการที่ผิดปกติแบบนั้น ซึ่งปัจจัยต่างๆก็ไม่ได้มีอะไรที่แตกต่างกันมากนักในการเป็น สาเหตุหลักการมาจากกลไกลการทำงานของร่างกายในสมองและประสาทนั่นแหละที่เป็นต้นเหตุ การได้ยินเหล่านั้นเกิดจากการที่ประสาทหูของพวกเขาเสื่อมลงในทุกๆวัน จึงเป็นปัญหาหลักของผู้สูงอายุเลยก็ว่าได้

ดังนั้นหากผู้สูงอายุหรือบุคคลภายในบ้านมีปัญหาทางด้านของการได้ยิน ควรนำพวกเขาเหล่านั้นไปพบแพทย์เพื่อเป็นการช่วยในเรื่องของระบบเสียง ดังเป็นการช่วยให้พวกเขามีการใช้งานหูให้ปกติขึ้น เพราะถ้าหากมีการผิดปกติอย่างมาก ก็จะส่งผลต่อการพูดคุย ซึ่งอาจก่อให้เกิดเรื่องราวใหญ่โตขึ้นได้ ดังนั้นหากมีปัญหาหรือพบปัญหาเกี่ยวกับการได้ยินของผู้สูงอายุควรนำท่านไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษา หรือไม่ก็หาเครื่องช่วยฟังที่เหมาะสมกับระดับของอาการมาให้ท่านเพื่อเป็นการใช้ชีวิตในปัจจุบันด้วยความไม่ประหมาทนั่นเอง

กลุ่มบุคคลที่ทำงานเกี่ยวกับเสียง หรือทำงานที่ใช้เสียงดังมากๆ

กลุ่มบุคคลที่อยู่ในการทำงานที่มีเสียงดัง ไม่ว่าจะเป็นงานสายบันเทิง หรือการทมำเกี่ยวข้องกับเครื่องจักรกลต่างๆที่ก่อให้เกิดเสียงที่ดังมาก เราควรมีวิธีการที่หลีกเลี่ยงเสียงเหล่านั้น

ด้วยการหาอะไรมาใส่เพื่อเป็นการลดเสียงที่เราได้ยินให้เบาลง เพื่อระบบประสาทของหูเราจะได้ไม่เป็นอันตรายที่เกิดจากการได้ยิน

 

เพราะการได้ยินเสียงที่ดังมากๆเป็นเวลานานมันสามารถก่อให้เกิดระบบกลไกลที่รวนภายในหูของเราได้ง่าย ซึ่งนั้นก็เป็นการก่อให้เกิดการหูหนวกได้นั่นเอง

หากเราหลีกเลี่ยงเสียงที่ดังเหล่านี้ไม่ได้ก็ควรเลือกหาวัสดุต่างๆมาป้องกัน หากไม่มีความรู้ทางด้านนี้ก็สามารถไปพบแพทย์เพื่อเป็นการปรึกษาหาวิธีป้องกันเหล่านี้ไว้ เพราะหากไม่ป้องกันก็จะเสี่ยงที่จะต้องใช้ เครื่องช่วยฟัง ในการช่วยให้ได้ยินไปตลอดชีวิต

วิธีการใช้น้ำตาเทียมที่ถูกต้อง เพื่อสุขภาพที่ดีของดวงตา

วิธีการใช้น้ำตาเทียมที่ถูกต้อง
ในทางที่ดีที่สุดของการใช้น้ำตาเทียม คือ ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อรับฟังคำแนะนำในการใช้งาน และอ่านข้อควรระวังในการใช้ แต่อย่างไรก็ตามการใช้งานน้ำตาเทียมก็มีวิธีปฏิบัติที่ปลอดภัยอยู่ ดังต่อไปนี้
1. ควรล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนหยิบน้ำตาเทียมมาใช้ เพื่อป้องกันเชื้อโรคไปสู่ดวงตา และปะปนในบรรจุภัณฑ์น้ำตาเทียม

2. เงยหน้าให้อยู่ในตำแหน่งที่ถนัด จากนั้นดึงเปลือกลงเพื่อให้มีพื้นที่สำหรับหยอดน้ำตาเทียม

3. หากเป็นชนิดขวด หรือชนิดหลอดยาขี้ผึ้งแบบป้าย ควรให้ปลายหลอดยาป้าย หรือปลายขวดน้ำตาเทียมห่างจากดวงตาพอประมาณ

4. ค่อย ๆ หยดลงไป โดยทั่วไปใช้ประมาณ 1 หยด ระหว่างที่หยดให้เหลือบตามองบน

5. หลังจากหยดน้ำตาเทียมให้หลับตาไว้ประมาณ 1-2 นาที ไม่หรี่ตาหรือกระพริบตาเพื่อไม่ให้น้ำตาเทียมไหลออกจากตาเร็วเกินไป

6. เช็ดน้ำตาเทียมส่วนที่ไหลออกด้วยสำลีหรือผ้าสะอาด อย่าใช้มือขยี้ดวงตา เพราะจะทำให้ตาอักเสบและอาจกระทบกระเทือน

7. ควรระมัดระวังไม่ให้ปลายหลอดน้ำตาเทียมสัมผัสกับดวงตา ผิวหน้า หรือส่วนใดของร่างกาย เพราะอาจทำให้ปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียทำให้เกิดการติดเชื้อได้

ในปัจจุบันมีแบรนด์ผลิตน้ำตาเทียมออกมาวางจำหน่ายทั้งตาท้องตลาด หรือห้างมากมาย ให้เลือกใช้เลือกซื้อกัน ซึ่งหากผู้ใช้เคยมีประวัติอาการแพ้น้ำตาเทียม มีความผิดปกติ เช่น น้ำตาไหล ตาแดง คันตา ตามัว หรือเคืองตา ปวดตา ควรหลีกเลี่ยง หรือหยุดใช้ทันทีและรีบพบจักษุแพทย์

น้ำตาเทียมแบบไหนจึงเหมาะสมกับผู้ที่ใช้คอนแทคเลนส์
สำหรับผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์ แนะควรใช้
– ชนิดใช้ได้ 1 วัน แบบไม่มีสารกันเสียที่เป็นกระเปราะเล็ก
หากมีการใช้ยาหยอดตาอื่น ๆ แล้วจำเป็นต้องใช้น้ำตาเทียม ควรเว้นให้ห่างกันประมาณ 5-10 นาที เพื่อประสิทธิภาพของยา
สำคัญที่สุดคือ อะไรก็ตามที่หมดอายุแล้วไม่ควรใช้ต่อ ควรทิ้งทันที นำตาเทียมก็เช่นกัน การเก็บรักษาน้ำตาเทียมควรเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้อง ไม่อยู่ในที่แสงแดดจัด และไม่จำเป็นต้องแช่ตู้เย็น

วิธีป้องกันไขมันพอกตับและโรคอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับตับ

การดูแลอัวยะภายในร่างกายของเรานั้นจำเป็นและสำคัญมาก

ซึ่งอวัยวะที่สำคัญเป็นอันดับต้นๆนั้นก็คือตับของเรานั่นเอง เพราะนั้นคืออวัยวะที่เราไม่ควรมองข้ามมากที่สุด และวันนี้เรามีเคล็ดลับในการดูแลตับและโรคไขมันพอกตับให้อยู่กับเราได้นานๆมาดูกันว่ามีวิธีไหนกันบ้าง

สิ่งแรกที่สำคัญที่ควรคำนึงถึงนั้นก็คือ การที่เราอั้นปัสสวะ การอั้นปัสสวะเป็นปัจจัยที่เสี่ยง เนื่องจากตับของมนุษย์ทำหน้าที่ด้วยการกำจัดของเสียให้กับร่างกายของเรา ซึ่งมันเกิดจากการที่เราทานอาหารหรือทานสิ่งต่างๆเข้าร่างกาย เช่น อาหารที่มีสารพิษติดมา ยา แอลกอฮอล์ กาแฟ เป็นต้น

หากสารพิษที่กล่าวมานั้นเมื่อมีการผ่านกระบวนการเข้าไปสู่ตับของเราแล้ว ตับของเราจะทำหน้าที่ด้วยการทำลายสารพิษเหล่านั้น แต่หากว่าเรามีการอั้นปัสสาวะเอาไว้ด้วยจะส่งผลให้ตับของเราทำงานที่หนักขึ้นไปอีกเท่าตัว

การทานอาหารที่ดีและมีประโยชน์

สำหรับการทานอาหารและเครื่องดื่มเราควรทานอาหารที่ร่างกายต้องการ และเป็นอาหารที่มีประโยชน์กับร่างกาย โดยเราสามารถรู้อยู่แล้วว่าอะไรที่ดีแก่ร่างกาย และเราก็ได้เรียนมาตั้งแต่เด็กเรื่องของอาหารหลัก 5 หมู่ ดังนั้นเราควรเลือกทานให้เหมาะสมแก่การต้องการของร่างกายของเรานั่นเอง

การออกกำลังกาย

สำหรับการออกกำลังกายเราย่อมรู้กันดีว่าการออกกำลังกายเป็นการทำให้ร่างกายของเราได้แข็งแรง และที่สำคัญเป็นการเผาพลาญไขมันในส่วนที่เราไม่ควรเก็บไว้อีกด้วย โดยแพทย์เฉพาะทางหรือนักวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ พวกเขามีความคิดเห็นและพูดเป็นอย่างเดียวกันว่า ความอ้วนของคนเรากับตับนั้นมีส่วนที่เกี่ยวข้องกัน ซึ่งการที่เรามีน้ำหนักมากนั้นจะส่งผลให้ตับของเราทำงานหนักเช่นกัน

น้ำตาลในเลือดควรอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม

ซึ่งเราสามารถตรวจเช็คระดับน้ำตาลในเลือดได้บ่อยๆตามความเหมาะสม และควรรักษาระน้ำในเลือดให้อยู่ในปริมาณที่เกณฑ์ที่เหมาะสม

การดื่มน้ำ

ในวันๆนึงเราควรดื่มน้ำให้ได้วันละ 8-10 แก้ว เพื่อเป็นการช่วยให้ตับของเราได้ขจัดสารพิษออกจากร่างกาย ซึ่งเป็นการช่วยในการปรับระดับในเลือดให้เป็นปกติอีกด้วยนะ

การทานยา

สำหรับท่านที่ป่วยและมีการซื้อยามาทานเองซึ่งเป็นการช่วยในด้านของการประหยัดทั้งเวลาและเงินนั้น มันก็ถือว่าดีแต่ก็ไม่ดีไปทั้งหมดเพราะการทานยาบางชนิดก็สามารถทำร้ายแก่ตับของเราได้ ทางที่ดีในการทานยาหากมีอาการป่วยมากหรือป่วยบ่อยๆควรไปพบแพทย์เพื่อให้แพทย์จ่ายยาจะดีกว่า เพื่อเป็นการป้องกันและช่วยในด้านอื่นๆของภายในร่างกายไม่ให้โดยทำร้ายแบบไม่รู้ตัวอีกด้วย

ออกกำลังกายแค่ไหนถึงจะดีต่อร่างกาย

ออกกำลังกายแค่ไหนถึงจะดีต่อร่างกาย
จริงๆ แล้วการออกกำลังกาย คือ การสร้างเสริมสุขภาพให้แข็งแรง ป้องกันหรือทำให้ห่างไกลจากโรค ดังนั้นไม่ว่าคุณจะเลือกออกกำลังกายแบบไหน ออกมากออกน้อย สิ่งที่ได้ก็คือสุขภาพของคุณเช่นกัน ทุกคนนั้นมีพื้นฐานของร่างกายที่แตกต่างกัน ทำให้การบอกให้ชัดเจนหรือจัดประเภทการออกกำลังกายให้เหมาะสมและครอบคลุมสำหรับทุกคนนั้นทำได้ยาก ทุกคนมีความเหมาะสมต่อวิธีออกกำลังกายและความหนักเบาที่ต่างกัน ดังนั้น เราควรเลือกออกแบบที่เหมาะสมกับเรา และสะดวกสบายต่อเราด้วยเช่นกัน เราไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายอย่างหนักหน่วงเหมือนคนอื่น ๆ เพราะคนอื่นๆ ไม่ได้มีร่างกายเหมือนกับคนนั้นที่คุณพูดถึง เช่น หากคุณเป็นคนที่กำลังเริ่มออกกำลังกาย ซึ่งยังไม่เคยออกกำลังกายเป็นประจำมาก่อน การวิ่งเพียง 1-2 นาทีก็อาจทำให้คุณปวดขาไปทั้งวันได้ การเลือกวิธีออกกำลังกายที่เราชอบจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะมีส่วนช่วยทำให้เราออกกำลังกายได้นานขึ้น มีความสุขไปกับการออกกำลังกาย จากนั้นคุณจึงค่อยๆ ลองเพิ่มความแอดวานซ์ให้กับการออกกำลังกายทีละนิด ในระดับที่เราพอทำได้ ทั้งนี้ระดับเบาที่สุด เช่น วิ่งบนลู่วิ่งในความเร็วระดับ 4 ที่ 3 นาที จากนั้นหากทำได้โดยไม่เหนื่อยเกินไป ก็ค่อย ๆ เพิ่มระดับความเร็ว หรือเพิ่มความยาวนานในการวิ่งมากขึ้นทีละนิด

รวมถึงการออกกำลังกายแบบยกน้ำหนัก ควรค่อย ๆ เพิ่มน้ำหนัก รวมถึงจำนวนครั้งในการยกอย่างช้า ๆ เพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บอีกด้วย

ดังนั้น การออกกำลังกาย ไม่จำเป็นต้องทำทุกวัน แต่ควรเลือกทำกิจกรรมที่ทำให้ร่างกายได้ใช้แรงจนรู้สึกเมื่อย หรือเหนื่อยหอบเบา ๆ ทุกวัน วันละเล็กละน้อย ก็เหมือนช่วยให้ร่างกายได้ออกกำลังกายเบา ๆ ทุกวันโดยไม่ต้องเข้าฟิตเนส แต่กระนั้นการออกกำลังกายอย่างเต็มรูปแบบก็ยังสำคัญอยู่ ควร “ตั้งใจ” ออกกำลังกายอย่างน้อยครั้งละ 30 นาที 3-5 วันต่อสัปดาห์ จะช่วยให้มีร่างกายที่แข็งแรง และช่วยควบคุมน้ำหนักได้ดีอีกด้วย

เราควรรับประทานผัก-ผลไม้เท่าไหร่ จึงจะพอดีต่อร่างกาย

อีกหนึ่งวิธีในการดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ คือ การรับประทานผัก-ผลไม้ให้เพียงพอกับที่ร่างกายต้องการ ซึ่งอาจคำนวณคร่าวๆ ได้เป็น 400 กรัม ต่อวัน (รวม 3 มื้อ)
แน่นอนว่าการกินผักผลไม้วันละ 3 มื้อให้ได้ 400 กรัมนั้นอาจจะดูยากไป ยิ่งสำหรับมือใหม่หัดกินผักด้วยแล้วนั้น นับว่ายากมากในการฝืนตัวเองให้กินผักแต่ละคำ ซึ่งทาง “โครงการกินผักผลไม้ดี 400 กรัม” ดังนั้น ในวันนี้เราจึงมีคำแนะนำหรือเคล็ดลับดีๆ สำหรับผู้เริ่มต้นดูแลสุขภาพโดยการทานผัก-ผลไม้ ให้พอดีกับที่ร่างกายต้องการ จะช้าอยู่ทำไม ไปดูกันเลยดีกว่าค่ะ

กิน “ผัก-ผลไม้” อย่างไรให้ได้ปริมาณที่พอดีกับความต้องการของร่างกาย

  1. พกผลไม้วันละ 1-2 ผล เช่น กล้วย ส้ม แอปเปิ้ล ชมพู่ ฝรั่ง แทนคุกกี้หรือขนมกรุบกรอบ หากทำอย่างสม่ำเสมอจะได้ปริมาณอาหารในกลุ่มนี้ครั้งละ 100 – 150 กรัม ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เหมาะสม (ผัก 3 ส่วน ผลไม้ 2 ส่วน)
  2. มีผลไม้หรือกล่องผักสลัดติดตู้เย็น ติดบ้าน หรือที่ทำงาน จะช่วยให้เรากินผักผลไม้ได้มากขึ้น
  3. ลองทำกับข้าวกินเองสัปดาห์ละ 1 วัน เลือกผักที่ชอบ หรือทดลองผักใหม่ๆ ล้างเอง ปรุงเอง นอกจากได้ความมั่นใจว่าอาหารปลอดภัยแล้ว ยังเกิดความภูมิใจในฝีมือตัวเองด้วย
  4. เตรียมอาหารกลางวันไปกินที่ทำงาน ลองทำอาหารง่ายๆ ที่เตรียมได้ตั้งแต่ตอนกลางคืน เช่น แซนด์วิช สลัด ข้าวผัด หรือข้าวคลุกน้ำพริกง่ายๆ
  5. เตรียมผักสดมาเป็นผักเคียงอาหารจานหลัก หรือลวกผักพกมาเติมในก๋วยเตี๋ยว วิธีนี้สามารถเพิ่มปริมาณผักในแต่ละมื้อได้ตามต้องการ
  6. ทำน้ำผักผลไม้ปั่น โดยผสมน้ำผลไม้เล็กน้อยเพื่อช่วยลดกลิ่นผัก และเพิ่มรสอร่อยมากขึ้น แต่ปั่นแล้วต้องดื่มทันที เพื่อไม่ให้สูญเสียคุณค่าของเอนไซม์

การกินผัก-ผลไม้ให้ได้ตามปริมาณที่ต้องการจริงๆ แล้ว ไม่ได้เป็นเรื่องยากอย่างที่คิด เพราะการทำอะไรซ้ำๆ ถึง 21 วัน หรือที่เรียกว่า ทฤษฎี 21 วัน จะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น คือ กากระทำนั้นจะก่อเกิดจนเป็นนิสัย ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารของตัวคุณเองดูนะคะ สุขภาพดีไม่ได้มาเพราะโชคช่วย ไม่มีทางลัด ไม่มีแม้แต่ข้ออ้าง ไม่มีใครสามารถทำแทนได้ มีแค่ตัวคุณเองเท่านั้นที่จะสร้างสุขภาพที่ดีให้แก่ตัวเองได้ และโรงพยาบาลก็จะไม่ถูกอัดแน่นไปด้วยผู้ป่วยอย่างเช่นทุกวันนี้

โรคหลอดเลือดสมอง อาการแบบไหนที่ว่าเสี่ยง

โรคหลอดเลือดสมอง หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ Stroke เป็นอาการผิดปกติทางหลอดเลือดสมองที่อาจเกิดอาการได้อย่างกะทันหัน จนอาจก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ภายในไม่กี่นาที ดังนั้นหากสังเกตอาการที่เป็นสัญญาณเตือนภัยตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็จะช่วยให้เรารู้ตัวเร็วว่าเรามีความเสี่ยงต่อโรคนี้ และทำการรักษาก่อนเกิดอาการได้ทันท่วงที

ทำไมโรคหลอดเลือดสมองถึงอันตราย ?
อันตรายจากโรคหลอดเลือดสมอง ที่อาจทำให้เสียชีวิตได้ ไม่ได้มาจากอาการของโรคโดยตรง แต่เป็นอันตรายเมื่อเกิดอาการในช่วงเวลาที่คาดไม่ถึง เช่น ในระหว่างขับรถ เดินบนบันได อยู่ใกล้ที่สูง อาจทำให้พลาดเกิดอุบัติเหตุจนเสียชีวิตได้

“ปวดหัว” สัญญาณอันตราย “หลอดเลือดสมอง”
แม้ว่าจะเป็นโรคที่สามารถมีอาการเกิดขึ้นได้โดยไม่มีสัญญาณบอกล่วงหน้า แต่มีอาการเบื้องต้นที่เป็นสัญญาณอันตรายของโรคให้เราตระหนักถึงได้อยู่หลายอย่างด้วยกัน

อาการที่เกิดขึ้นเป็นอาการแรกๆ คือ อาการปวดหัว หากคุณมีอาการปวดศีรษะรุนแรงแบบฉับพลัน บวกกับอาการพูดไม่ชัด มีอาการมึนงง สับสน แขนขาชาหรืออ่อนแรงฉับพลัน หรือหมดความรู้สึกทำให้ทรงตัวลำบาก นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคหลอดเลือดสมอง

ในกรณีที่เราพบผู้ป่วยที่ต้องสงสัยว่าอาจมีอาการของโรคหลอดเลือดสมองกะทันหัน สามารถทดสอบได้ง่ายๆ ด้วยวิธีเหล่านี้

หากมีอาการหน้าเบี้ยว ปากเบี้ยว ให้สังเกตว่าใบหน้ามีการขยับได้เหมือนกันทั้งด้านซ้ายหรือขวา

ให้ผู้ป่วยพูดออกเสียง หรือพูดตามคำที่ผู้ตรวจพูดแล้วสังเกตว่าผู้ป่วยสามารถออกเสียงได้ชัดเจนหรือไม่

ให้ผู้ป่วยหลับตาแล้วยกแขนที่ศอกทั้งสองข้างเหยียดตึง ชูสูงขึ้น แล้วสังเกตว่ามีการอ่อนแรงของแขนข้างใดข้างหนึ่งหรือไม่

หากมีอาการใดอาการหนึ่งที่มีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง ควรรีบพบไปพบแพทย์ทันทีโดยไม่ต้องรอให้เกิดอาการอื่น ๆ อีก เพราะหากเกิดอาการทรงตัวไม่ได้ หน้าเบี้ยว ปากเบี้ยว ควบคุมร่างกายไม่ได้ จะมีเวลาเพียง 3 ชั่วโมงเท่านั้นที่จะยื้อชีวิตผู้ป่วยได้